ในยุคดิจิตอลที่คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องรับบทบาททั้งเป็นแม่บ้านและเวิร์คกิ้งวูแมนทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมอาหารเช้าให้กับลูกน้อยซึ่งอาจส่งผลให้เด็กๆ ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า หรือ ได้รับประทานแต่อาจมีคุณค่าทางโภชนาการไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ   ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการสำรวจเด็กวัยเรียนอายุระหว่าง 5-11 ปีจากโรงเรียนประถมในเครือสาธิตแห่งหนึ่งถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารเช้า จากการสำรวจเมนูอาหารเช้าที่เด็กๆ ชอบรับประทานพบว่า เมนูโจ๊กได้รับความนิยมจากเด็กๆ สูงเป็นอันดับ 1 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ของ ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล และคณะ ซึ่งศึกษาเด็กนักเรียนชั้นประถม 843 คน ในกรุงเทพมหานคร

jok2

jok4

 

    jok6 ผศ.ดร.สุวิมล ทรัพย์วโรบล หัวหน้าภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวันเพราะเป็นการเติมพลังงานให้ร่างกายและสมอง โดยเด็กที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมักจะเป็นเด็กที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียน มีความกระตือรือร้นและอารมณ์ดี”

หากคุณแม่ไม่มีเวลามาก ก็สามารถเลือกอาหารที่สามารถเตรียมได้ง่ายๆ อย่าง เมนูโจ๊กซึ่งผลสำรวจออกมาว่าเป็นเมนูที่เด็กๆ ชื่นชอบ และปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปออกวางจำหน่ายมากมาย แต่ขอแนะนำให้เติมเนื้อสัตว์และผักลงไปด้วยเสมอ เพราะอาหารเช้าที่เหมาะสมกับเด็ก นอกจากคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแล้วก็ควรมีโปรตีน โดยเลือกเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายและไม่ติดมัน เช่น เนื้อปลา เนื้ออกไก่ เนื้อหมูสันใน เป็นต้น โดยอาหารเช้าที่ดีควรให้พลังงานประมาณ 300-500 กิโลแคลอรี สำหรับการเจริญเติบโตทางร่างกายและพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ที่สมวัย รวมทั้งควรมีสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามินเอ บี 1 บี 3 บี 6 และธาตุเหล็ก

 

 

เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คุณแม่ได้ปรุงเมนูโจ๊กที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน สะดวกและทำได้ง่าย นิสิตภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้สร้างสรรค์ 8 เมนูโจ๊กที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และใช้วัตถุดิบที่คุณแม่หาซื้อได้ง่ายจากตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป  เริ่มจาก

FullSizeRender (4)

  1. โจ๊กภูเขาไฟ โดยนำสาหร่ายวากาเมะและปูอัดมาตกแต่งเป็นภูเขาไฟบนหน้าโจ๊ก ซึ่งให้สารอาหารครบถ้วนแต่ให้พลังงานไม่มาก เหมาะสมสำหรับนักเรียนที่มีน้ำหนักเกิน
  2. โจ๊กทูน่า โดยนำทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ และผักหั่นเต๋ามาโรยลงบนหน้าโจ๊ก ใช้เวลาปรุงอย่างรวดเร็วไม่เกิน 5 นาทีแถมยังอัดแน่นด้วยโอเมก้า-3 จากเนื้อปลาทูน่า และใยอาหารสูงเหมาะกับวัยที่กำลังเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและพัฒนาสมอง
  3. โจ๊กแฮมเบิร์ก เพียงเตรียมหมูก้อนแฮมเบอร์เกอร์ไว้ล่วงหน้า แล้วเข้าไมโครเวฟในตอนเช้าก่อนนำมาวางบนหน้าโจ๊กรสหมูก็สามารถอิ่มอร่อยกันได้แล้ว แนะนำให้ใส่เห็ดเข็มทองซึ่งหาซื้อได้ง่ายและมีรสชาติที่เด็กๆ ชอบลงไปข้างๆ ด้วย ให้ทั้งโปรตีนและใยอาหารพร้อมวิตามินที่จำเป็น
  4. โจ๊กนม ใช้นมเดือดๆ ชงโจ๊กแทนน้ำร้อน โปะหน้าด้วยชีส และขนมปังกรอบ ได้โปรตีนและแคลเซียมที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เหมาะกับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโตและผู้ที่ชื่นชอบความอร่อยของนมและชีส
  5. โจ๊กเบนโตะ ลองทำโจ๊กที่มีกลิ่นอายของประเทศญี่ปุ่นให้ลูกๆ ทานโดยโรยหน้าด้วยไข่กุ้ง ยำสาหร่ายญี่ปุ่น ไข่หวาน และปลาแซลมอน โดยเตรียมวัตถุดิบไว้ ล่วงหน้าและเพียงวางลงบนหน้าโจ๊กในตอนเช้าก็เสร็จได้ในเวลาไม่นาน ให้ความกรุบกรอบจากไข่กุ้ง รสเปรี้ยวเล็กน้อยจากยำสาหร่าย รสหวานนุ่มนวลจากไข่หวาน และรสชาติเค็มอ่อนๆ จากเนื้อปลาแซลมอน
  6. โจ๊กธัญพืช เพียงนำธัญพืชต้มสุกมาใส่ลงในโจ๊กก็ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและใยอาหารที่สามารถช่วยเรื่องปัญหาระบบขับถ่ายได้
  7. โจ๊กสาหร่าย เต้าหู้ หมูสับ เพียงใส่เต้าหู้ไข่ หมูสับ และสาหร่ายลงในโจ๊ก ก็ให้พลังงานและโปรตีนที่เหมาะสำหรับมื้อเช้า
  8. โจ๊กไข่ข้น วางไข่ข้นหอมๆ บนโจ๊กร้อนๆ ตกแต่งด้วยผัก 3 สีที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ก็ได้โจ๊กที่น่ารับประทานและมีคุณค่าทางสารอาหาร และคุณประโยชน์ของไข่ที่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี

FullSizeRender (2)

FullSizeRender (3)

และนอกจากคุณค่าทางอาหารที่นักโภชนาการแนะนำให้เพิ่มเติมลงในมื้อเช้าของเด็กๆ แล้ว การตกแต่งหน้าตาอาหารให้น่ารับประทาน เช่น แต่งหน้าโจ๊กเป็นหน้ายิ้ม เป็นตัวการ์ตูน ก็ช่วยให้มื้อเช้ากลายเป็นมื้อโปรดของคุณแม่และคุณลูกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

“นอกจากการรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์แล้วการส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกให้เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่แล้ว ยังจะทำให้เด็กมีสุขภาพจิต และอารมณ์ที่ดี เพราะการออกกำลังกายทำให้เด็กได้ผ่อนคลายความเครียด และใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์มากที่สุด รวมถึงต้องให้เด็กๆ พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่สมวัย” ผศ.ดร.สุวิมล กล่าวทิ้งท้าย